ความเคลื่อนไหวเพื่อการแยกส่วนธุรกิจของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (J&J) บริษัทผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ใหญ่ที่สุด เกิดขึ้นหลังจากกลุ่มบริษัทโตชิบา เจเนอรัล อิเล็คทริค ออกประกาศที่คล้ายคลึงกัน และเช่นเดียวกับบริษัทคู่แข่งรายใหญ่บริษัทอื่น ๆ ของ J&J ต่างอยู่ภายใต้แรงกดดันที่จะต้องลดความซับซ้อนของโครงสร้างบริษัท เพื่อเพิ่มการเน้นธุรกิจเฉพาะส่วน

ประเด็นนี้กำลังเป็นเรื่องสำคัญในวงการผลิตภัณฑ์ด้านการดูแลสุขภาพ ซึ่งกำลังมีการแยกส่วนธุรกิจที่เติบโตอย่างเชื่องช้าและมั่นคงจากการขายผลิตภัณฑ์ เช่น แชมพูและมอยส์เจอไรเซอร์ ออกจากธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงและให้ผลตอบแทนสูงจากการพัฒนาและทำการตลาดเพื่อขายยายอดนิยมต่าง ๆ 

“พูดตรง ๆ ก็คือเรากำลังหลงทางกับจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน” โวล์คกล่าว “ในทำนองเดียวกัน ผมคิดว่าในแง่ของเภสัชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ มันมีส่วนทำให้ธุรกิจเหล่านั้นไม่ได้รับความสนใจ” บริษัทกล่าวว่า ตั้งเป้าที่จะแยกบริษัทให้เสร็จภายในเวลา 18-24 เดือน โดยมีค่าใช้จ่ายราว 500-1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าหุ้น J&J ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 1.5% หน่วยผลิตยาและอุปกรณ์การแพทย์จะยังคงใช้ชื่อ J&J และบริษัทคาดว่าจะการแยกส่วนน่าจะทำได้แบบปลอดภาษี

“ในอดีต เมื่อธุรกิจมีมูลค่าสูงสุด เราพบว่ามีการแยกส่วนธุรกิจออกไปเป็นจำนวนมาก เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มองหาวิธีอื่นในการสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นมากขึ้น” จิม ออสมัน ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัยเอดจ์ คอนซัลติง กรุ๊ป กล่าว “มันเป็นสิ่งที่ไม่มีค่าอะไรเลยสำหรับนักลงทุน”

ผลิตภัณฑ์แชมพูและยาแก้ไอสำหรับเด็กของจอห์นสันแอนด์จอห์นสันเป็นภาพลักษณ์ของบริษัทมานานแล้ว แต่ธุรกิจเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ของบริษัท ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการรักษามะเร็ง วัคซีน และเครื่องมือผ่าตัด มียอดขายเกือบ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ แซงหน้ายอดขายสินค้าอุปโภคบริโภค 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐที่คาดว่าบริษัทจะทำได้

บริษัทยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงขึ้น แม้ว่ายอดขายวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันจะน่าผิดหวัง หลังจากมีปัญหาในการผลิตและการแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่แข่งอย่างไฟเซอร์และโมเดอร์นา 

เดเมี่ยน โคโนเวอร์ นักวิเคราะห์แห่งมอร์นิงสตาร์ กล่าวในบันทึกการวิจัยว่า จังหวะในการตัดสินใจของบริษัทนั้นน่าประหลาดใจ เนื่องจากเขาไม่เห็นตัวเร่งใดๆ ที่ผลักดันให้ต้องทำเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ข้อดีของการแยกบัญชีของสินค้าอุปโภคบริโภคออกไปก็คือบริษัทอาจลดความเสี่ยงที่จะโดนฟ้องร้องอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ประเภทแป้งลงได้

แผนกผู้บริโภคของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เคยโดนฟ้องร้องเกือบ 40,000 คดี โดยเป็นข้อกล่าวหาว่าแป้งเด็กและผลิตภัณฑ์แป้งโรยตัวอื่นๆ ของบริษัทมีแร่ใยหินที่เกี่ยวข้องกับการก่อมะเร็งรังไข่ในสตรีที่ใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อสุขอนามัยส่วนบุคคล ซึ่งบริษัทปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง

ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา J&J ได้จัดตั้งบริษัทย่อยแยกต่างหากเพื่อถือครองหนี้สินที่เกิดจากผลิตภัณฑ์แป้ง ซึ่งต่อมาได้ยื่นขอความคุ้มครองจากการล้มละลาย และเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา J&J แถลงว่าการตัดสินใจแยกบริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟ้องร้องดำเนินคดีเกี่ยวกับแร่หินสบู่หรือการล้มละลาย

ธุรกิจอุปกรณ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ของ J&J ยังต้องเผชิญกับการฟ้องร้องหลายหมื่นคดีสำหรับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งรวมถึงการปลูกถ่ายข้อต่อเทียม DePuy และ Pinnacle ผลิตภัณฑ์ตาข่ายสำหรับการผ่าตัด และยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด Xarelto

เจฟฟ์ โจนัส ผู้จัดการสินทรัพย์ของแกมโค อินเวสเตอร์ส์ กล่าวว่าผลพลอยได้ของการแบ่งบริษัทก็คือ นักลงทุนอาจสามารถซื้อหุ้นของตัวบริษัท J&J ที่เหลืออยู่ได้ง่ายขึ้น โวล์คกล่าวว่า “ไม่ใช่ข้อสันนิษฐานที่ไม่มีมูล” ที่จะคาดว่การณ์ว่าการแยกส่วนธุรกิจจะเพิ่มหนี้สินให้บริษัทผลิตภัฑณ์สินค้าอุปโภคบริโภคแห่งใหม่ เพื่อสร้างรายได้ให้กับ J&J แต่ทั้งสองบริษัทจะมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง รวมถึงมีอันดับความน่าเชื่อถือในการลงทุนที่แข็งแกร่งสำหรับ ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค